วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 3/3

อาวุธประจำกายของเราประกอบไปด้วยแกน 3 แกนด้วยกันครับการแข็งตัวทุกครั้งเนี่ยจะต้องอาศัญแกนใหญ่ 2 แกนที่เรียกว่า คอร์ปัส คาเวอร์โนซํม (Corpus Cavernosum) ซึ่งประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นร่างแหคล้ายฟองน้ำ (Sinusoid) ความจริงร่างแหพวกนี้ก็คือเส้นเลือดแดงฝอยนั่นเองเมื่อมีอะไรก็ตามมากระตุ้นอารมณ์ทางเพศของเราทำให้เราเกิดอาราณ์หวือหวากระชุ่มกระชวยโดยการกระตุ้นทางจินใจ (Phychogenic Erection) จากนั้นคำสั่งจะผ่านมาทางไขสันหลังจนถึงไขสันหลังบริเวณก้นกบที่ระดับ 2-4 (s2, 3, 4) ซึงจะรวมกันเป็นปมประสาทคาร์เวอนัส (Caversous Nerve) ไปยังอวัยวะของเรา ทำให้มีการพองตัวของเส้นเลือดดำทำให้เลือดไหลออกจากอวัยวะเพศได้น้อยมาก เท่านี้น้องชายของเราก็จะแข็งตัวเต็มที่พร้อมที่จะออกศึกแล้วละครับ

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ?

สาเหตุใหญ่ๆที่ทำให้น้อยชายของเราใจเสาะไม่ยอมสู้นั้น พอจะแบ่งได้ดังนี้ครับ

  • ความล้มเหลวในการกระตุ้น (Failure to initiate) อันมีสาเหตุจากปัญหาทางจิตใจ ระบบประสาท และฮอร์โมนเพศชาย
  • ความล้มเหลวในการแข็งตัว (Failure to II ) เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดแดง ตีบแข็ง
  • ความล้มเหลวในการคงการแข็งตัวไว้ (Failure to store) เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดดำทำให้เกิดการกับเก็บเลือดไว้ในอวัยวะของเราไม่ได้ (Venous leakage)


จากข้อมูลที่คุณหมอหลายๆท่านได้ศึกษามาแล้วก็พบว่ามีสาเหตุมาจากด้านร่างกาย (Organic) คิดเป็นร้อยละ 70 สาเหตุด้านจิตใจ (Psychogenic) ร้อยละ 11 และทั้งสองสาเหตุทางร่วมกัน (Mixeded) คิดเป็นร้อยละ 18 สำหรับสาเหตุทางด้านร่างกายนั้น ที่พบบ่อยมักจะเกิดจากโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน (Diabetes) เส้นโลหิตแข็งตัว (Atherosclersosis) เมื่อเราอายุมากขี้น หรือไขมันในเลือดสูงโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) นอกจากนี้พบได้ในรายที่มีการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง การผ่าตัดกระดูกเชิงกรานการฉายรังสี และการผ่าตัวต่อมลูกหมาก เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการดื่มสุราจัด การสูบบุหรี่จัดและผลข้างเคียงจากยาหลายๆชนิด

โดย รศ.นพ. สมบุญ เหลืองวัฒนา

โรงพยาบาล กรุงเทพ

ที่มา นิตยสาร Men's Health

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 2/3

อวัยวะตรงนั้นทำงานอย่างไร

หนุ่มๆทั้งหลายครับเรามารู้จักกันก่อนดีกว่ว่าอาวุธประจำกายของชายชาตรีอกสามศอกอย่างเราเนี่ย มันยืดขยายและแข็งตัวได้ยังไงบ้าง ซึ่งหมอเค้าบอกว่า มีอยู่ด้วยกัน 3 กลไก ดังนี้ครับ

การแข็งตัวเวลานอนหลับ (Noctumal Erection)

เมื่อเรานอนหลับ ตรงนั้นของเราจะแข็งตัวคืนละประมาณ 4-6 ครั้ง ใช้เวลา 15-30 นาทีต่อครั้งนะครับ เชื่อว่าเป็นการเพิ่มเลือดให้ไปหล่อเลี้ยงเป็นระยะเพื่อให้กล่องดวงใจของเราพองตัวได้ดี

การแข็งตัวจากจิตใจ (Psychogenic Erection)

เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้นอารมณ์ ชวนให้หวาบหวามในใจเมื่อไหร่สมองของเราก็จะส่งคำสั่งไปยังแกนสมองที่อยู่บริเวณ ไฮโปทาลามัสหลังจากนั้นเจ้าตัวคำสั่งก็เดินทางต่อผ่านไขสันหลงมายังศูนย์กลางที่ควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะของเราซึ่งอยู่บริเวณไขสันหลังระดับกระดูกก้นกบ (s 2' 3' 4) และผ่านเส้นประสาทที่ชื่อคาร์เวอนัส (Cavernous Nerve) เพื่อมากระตุ้นให้เส้นเลือดขยายตัวแล้วเลือดก็ไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงมากขี้นทำให้น้องชายแข็งตัว

การแข็งตัวจากรีเฟล็กซ์ (Reexogenic Erection)

เมื่อมีอะไรก็ตามมากระตุ้นอาวุธประจำกายของเรา จะมีสัญญาณผ่านจากเส้นประสาทของอวัยวะเพศ (Dorsal Nerve) ไปยังศูนย์กลางที่ควบคุมการแข็งตัวที่ไขสันหลังระดับกระดูกก้นกบ (s 2-4) และ ส่งสัญญาณกลับมาที่อวัยวะของเรา (Cavernous Nerve)

ที่มา นิตยสาร Men's Health

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 1/3

เชื่อหรือไม่ว่า สัมพันธภาพที่อบอุ่นจะทำให้ชีวิตรักของคุณมั่นคง

คนที่มีครอบครัวหรือเคยผ่านช่วงเวลาของการมีชีวิตคู่คงจะเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้น เพราะการที่คน 2 คน ต้องมีชีวิตร่วมกันนั้นต้องฝ่าฟันอุปสรรคหลายอย่างความรักอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ ความเข้าใจที่ดีและความสัมพันธ์ที่อบอุ่นต่างหากที่ทำให้ชีวิตคู่ของคุณมั่นคง แต่ถ้าเกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้อย่านิ่งนอนใจนะครับ หาสาเหตุกันก่อน แล้วค่อยหาทางช่วยกันแก้ไข เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขี้นเมื่ออยู่ด้วยกันนานไปผู้หญิงส่วนใหญ่มักกลัวสามีนอกใจ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่กินไม่ได้นอนไม่หลับเสมอ ก็คือปัญหาเรื่องโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือพูดให้เข้าใจง่ายๆว่า น้องชายไม่ยอมสู้นั้นเอง

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับมันก่อนดีมั้ยครับ

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้น ความจริงแล้วมันเป็นอาการที่เจ้าน้องชายเราไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวได้ไม่ทันไรก็คอพับคออ่อนถอนตัวก่อนทั้งที่ยังไปไม่ถึงฝั่งฟันนั่นเอง อาการนี้ทำเอาคุณผู้ชายทั้งหลายอายแทบแทรกแผ่นดินหนีกันเลยทีเดียวล่ะครับ เค้าบอกว่ามันเป็นปัจจัยเสี่ยงทางด้านของเส้นเลือดและเส้นประสาทเป็นหลัก

แล้วเรามีโอกาสเสี่งเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศสูงแค่ไหนเหรอครับ?

คุณผู้ชายครับ จากการสำรวจของชายไทยทั่วประเทศในปี พ.ส. 2542 จำนวน 1,250 ราย ที่อายุระหว่าง 40-70 ปี พบว่าร้อยละ 37.5 เจอปัญหานกเขาไม่ยอมโก่งคอขันโดยเริ่มมีอาการตั้งแต่ยังนอยๆ บางรายขันไม่เป็นเพลง ขันไม่ครบเพลงบ้าง หนักเข้าไม่ยอมขันเลยก็มีครับ จากการสำรวจล่าสุดในปี 2547 พบว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขี้น เป็นร้อยละ 42 น่าตกใจนะครับก็ไม่แน่นะว่า ตอนนี้คุณอาจเป็นหนึ่งในจำนวนผู้โชคร้ายหลายๆคนที่อยู่ดีๆ เจ้านกเขาก็จะเบี้ยวไม่ยอมขันเอาซะดื้อๆ ทางที่ดีเราลองสำรวจตัวเองดูกันก่อนที่มันจะสายเกินไปดีกว่าครับ

ที่มา นิตยสาร Men's Health

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 3/3

2. การรักษาอุจจาระร่วงโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ

โรคอุจจาระร่วงส่วนใหญ่หายได้เอง เพราะเชื้อโรคหรือสารพิษที่เป็นสาเหตุถูกขับออกมากับอุจจาระที่ถ่ายในแต่ละครั้ง ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อจึงใช้ในรายที่มีสาเหตุจากเชื้ออหิวาห์และเชื้อบิด ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูง ซึ่งควรได้รับการตรวจร่างกายก่อน ยาปฏิชีวนะที่ใช้ เช่น นอร์ฟลอกซาซิน (norfloxacin)

3. การใช้ยาต้านอุจจาระร่วง แบ่งย่อยได้ 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก เป็นยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น โลเพอราไมด (loperamide) ยาจะช่วยลดปริมาณและความถื่ในการถ่ายอุจจาระ ใช้ได้ระยะสั้นๆในผู้ใหญในกรณีจำเป็นต้องมีการเดินทางไกล และไม่ควรรับประทานเกิน 1-2 เม็ดต่อวัน เนื่องจากทำให้ท้องอืด ปวดมวนท้อง แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กและผู้ที่มีอุจจาระเป็นมูกเลือด มีไข้สูง เพราะยาทำให้ลำไส้เคลือนไหวได้น้อยลง เกิดเชื้อโรคตกค้างในลำไส้ทำให้อาการรุนแรงมากขี้น

กลุ่มที่สอง เป็นยาออกฤทธิ์ดูดซับสารพิศ เช่น คาโอลิน (kaolin) เพคติน (pectin) ผลคาร์บอน (activated charcoal) สเมคไทด (dioctaheral smectite) ใช้เพื่อดูดซับเชื้อโรคและสารพิษต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของอุจจาระร่วง ควรใช้ยากลุ่มนี้ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการจึงจะได้ผลดี ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขี้น แต่ได้ได้ช่วยลดปริมาณอุจจาระ ผู้ป่วยยังคงต้องดื่มสารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส ร่วมด้วย

กลุ่มที่สาม คือ โพรไบโอติก เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus acidophilus) เปลี่ยนแปลงความเป็นกรดด่างในลำไส้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และช่วยให้ลำไส้พื้นตัวดีขี้น แต่ยาออกฤทธิ์ช้า จึงไม่ค่อยนิยมใช้ในโรคอุจจาระร่วงแบบเฉียบพลันที่หายได้เองในเวลาอันสั้น

คำแนะนำ

จะเห็นได้ว่าหลักสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงคือ การทดแทนน้ำและเกลือแร่ให้แก่ร่างกายเพือป้องกันและรัษาภาวะขาดน้ำซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ทางที่ดีกว่าคือการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งทำได้ง่ายๆ เช่น ล้างมือทุกครั้งก่อนปรุงอาการหรือรับประทานอาหารและก่อนออกจากห้องน้ำ ดื่มน้ำและกินอาหารที่สะอาดปรุงสุก กำจัดขญะมูลฝอยในบ้านที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค และล้างภาชนะใส่อาหารให้สะอาด

ที่มา นิตยสาร HealthToday

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 2/3

การรักษาและป้องกันโรคอุจจาระร่วง

1. การป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำและเกลือแร่

ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขี้นและลดอันตรายจากภาวะช็อกได้ เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการอุจจาระร่วงและยังไม่รุนแรง ควรรีบให้สารน้ำหรือสารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส (oral rehydration solution : ORS) ภายใน 4-6 ชั่วโมงแรก สำหรับทารกและเด็กเล็ก ควรให้สารละลายเกลือแร่ครั้งละน้อยแต่ให้บ่อยๆ อาจใช้ช้อนตักป้อนเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กดื่มครั้งละมากๆในคราวเดียวเพราะร่างกายดูดซึมไม่ทัน ทำให้อาเจียนหรือถ่ายมากขี้นได้

ขนาดหรือปริมาณของสารละลายเกลือกแร่โอ อาร์ เอส ที่ให้


  • ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ 1/4 ถึง 1/2 แก้ว น้ำ (2-3 ออนซ์) โดยให้ทุกครั้งที่ถ่ายเป็นน้ำ

  • ในเด็กอายุ 2-10 ปี ให้ครั้งละ 1/2 - 1 แก้วน้ำ (3-6 ออนซ์)

  • ในเด็กโตและผู้ใหญ่ ให้ดื่มเท่าที่ดื่มได้ จนกว่าอาการถ่ายเหลวจะดีขี้น



หากผู้ป่วยรับประทานอาหารได้ ควรให้อาหารอ่อนๆ ย่อยง่ายเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร เช่น ข้าวต้ม โจ๊ด หรือน้ำแกงจืดด้วย สำหรับเด็กเล็กที่กินนมแม่ ก็ให้ดูดนมตามปกติ กรณีใช้นมผงให้ชงปริมาณน้อยลง แล้วป้อนสลับกับสารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส หลังจากให้สารละลายเกลือแร่ โอ อาร์ เอส แล้ว ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์หากมีอาการดังนี้


  • ถ่ายเป็นน้ำมากขี้น อาเจียนบ่อยๆ

  • กระหายน้ำมากกว่าปกติ

  • กินไม่ได้หรือดื่มน้ำไม่ได้

  • มีไข้ ถ่ายเป็นมูกเลือด

  • มีอาการหอบ ท้องอืด

  • หายใจลึก ชีพจนเต้นเบา เร็ว ตาลึกโหล

  • กระสับกระส่าย เริ่มไม่ค่อยรู้สึกตัว




ที่มา นิตยสาร HealthToday

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 1/3

ในช่วงอากาศร้อนมักทำให้เชื้อโรคต่างๆเจริญเติบโตและแพร่ระบาดได้ดีโดยเฉพาะในอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงได้ง่าย

อุจจาระร่วง หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งใน 1 วันหรือถ่ายมีมูกปนเลือดเพียง 1 ครั้งต่อวัน ส่วนใหญ่มักเป็นแบบอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ซึ่งหมายถึง อุจจาระร่วงที่เป็นทันที แต่เป็นระยะสั้นๆ ไม่เกิน 2 สัปดาห์ มักเกิดจาการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตซัว หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้ผู้ป่วนเกิดภาวะช็อก หมดสติ ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจถึงแก่ความตายได้

โรคอุจจาระร่วง มี 2 ประเภท คือ

1. อุจจาระร่วงที่ถ่ายเป็น้ำ อุจจาระมีสีเหลืองหรือสีเขียวอ่อน ในบางรายที่รุนแรงอาจเป็น้ำใสคล้ายน้ำซาวข้าว ทำให้ร่างกายผู้ป่วยสูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้ง่าย ผู้ป่วยอาจมีอาการอาเจียนและมีไข้ร่วมด้วยสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่สร้างสารพิษในลำไส้ สำหรับในเด็กเล็กมักมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส จะพบอาการอาเจียนในเด็กเล็กได้มากกว่าผู้ใหญ่และมีมีไข้ร่วมด้วย

2. อุจจาระร่วงที่ถ่ายเป็นมูกเลือด โดยมีมูกและเลือดคลุกเคล้ามากับอุจจาระ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน ผู้ป่วนส่วนใหญ่จะมีไข้ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ปวดท้องหรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก ถ่ายอุจจาระบ่อยแต่มีปริมาณน้อย ผู้ป่วยมักไม่ค่อยมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่ หรือมีอาการเล็กน้อยแต่จะไม่รุนแรงเหมือนการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือโปรโตซัวที่ทำลายเยื่อบุลำไส้ บางครั้งเรียกว่าเชื้อบิด




ที่มา นิตยสาร HealthToday

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

หัวล้าน! ปัญหาของผู้ชาย 3/3

ยังมียาอีกหลายตัวที่แม้ในขณะนี้ยังไม่ผ่านการรับรองของ FDA แต่ก็มีแนวโน้มว่าน่าจะนำมาใช้รักษาภาวะผมบางจากพันธุกรรมอย่างได้ผลดี เช่น ในผู้หญิงที่มีผมบางและมีลักษะของการมีฮอร์โมนเพศชายสูงร่วมด้วย อาจใช้ยากลุ่มที่ต้านฮอนโมนเพศชาย เช่น spironolactone ยาคุมกำเนิดชนิดกิน ส่วนยา dutasteride ที่ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase isoenzymes ได้ทั้งชนิดที่ 1 และ 2 โดยยับยั้งชนิดที่ 2 ได้เป็น 3 เท่า และยับยั้งชนิดที่ 1 ได้เป็น 100 เท่านของยา finasteride ยาก dutasteride นี้อยู่ระหว่างการทดลองเพื่ออนุมัติให้ใช้โดย FDA ในระยะที่ 3 ( ซึ่งเป็นการทดลองใช้ในคนไข้กลุ่มใหญ่ในหลายสถาบัน) นอกจากนั้นการผ่าตัดปลูกผม การทอผม และการสวมวิก ก็เป็นทางเลือกในการรักษาผมบางในผู้ชายและผู้หญิงได้ครับ เพราะการมีผมบางศีรษะล้านได้มีมีผลเฉพาะทางจิตใจคือในแง่ความสวยความหล่อเท่านั้น แต่เส้นผมยังทำหน้าที่ปกป้องผิวหนังบริเวณหนังศีระษะจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าสัตว์โลกส่วนใหญ่จะมีขนทางด้านหลังดก และมีผิวด้านหลังสีเข้มมากกว่าทางด้านท้อง ในคนศีรษะล้านจึงมีโอกาสโดนแสงแดดได้มากกว่า พวกว่ามะเร็งผิวหนังที่เกิดทั้งหมดทั่วร่างกาย ร้อยละ 2 จะเป็นที่หนังศีรษะ คนผมบางจึงควรทางกันแดดบริเวณหนังศีรษะหรือสวมหมวก และต้องหมั่นตรวจตราหนังศีรษะอยู่เสมอ ยังมีข้อมูลใหม่ๆขี้ว่า คนศีรษะล้านมักมีโอกาสเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) จากเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจอุดตันสูงกว่าปกติ และยังอาจพบต่อมลูกหมากโตได้บ่อยกว่าที่พบในคนที่ศีรษะหัวไม่ล้าน


หวังว่าบทความดูแลสุขภาพจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ

ที่มา นิตยสาร HealthToday

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

หัวล้าน! ปัญหาของผู้ชาย 2/3

ถ้าอยากเห็นหุ่นจำลองศึรษะล้านแบบผู้ชายที่จัดแบ่งชนิดแบบไทยๆให้ไปชมได้ที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม ภาพหุ่นขี้ผิ้งแสดงผมบางแบบราชคลึงเคราก็มาจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นะครับ

สำหรับการรักษาผมบางแบบผู้ชายนี้ มียาที่ใช้เพียง 2 ตัวเท่านั้นที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) คือ minixidil และ finasteride

Minoxidil ใช้ในรูปยาทาโดยออกฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดไปเลี้ยงต่อมขุมขนมากขี้น และต้องทายานานอย่างน้อย 4 เดือนจึงจะเห็นว่าผมเริ่มงอกใหม่ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนที่บริเวณกลางกระหม่อมมากกว่าที่หน้าผากและด้านหน้าและต้องทายาไปตลอดเพราะหากหยุดยาผมจะกลับร่วงใหม่ อีกทั้งผมต้องร่วงมาไม่นานและหย่อมผมร่วงมีขนาดเล็กจึงจะสามารถตอบสนองต่อยาทาตัวนี้ดี ยานี้มีขายในรูปความเข้มข้น 2% และ 5% ยาเความเข้มข้นสูง (คือ5%) ทำให้ผมงอกมากกว่ากลุ่มที่ใช้ยาความเข้มข้นต่ำ (คือ 2%) ถึง 45% ในขณะที่ผู้หญิงที่มีผมบางแบบกรรมพันธุ์ในลักษณะเดียวกับผู้ชายนั้นจะตอบสนองต่อยาทา minoxidil ดีกว่าผู้ชาย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาทาในรูปความเข้มข้นสูง

Finasteride ใช้ในรูปยากินเท่านั้น เป็นยาที่ยับยั้งเอนไซม์ 5 alpha-reductase ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้จะเปลี่ยนฮอร์โมนเพศชาย (testoserone) ใช้เป็น DHT ( dihydrotestosterone) ซึ่ง DHT ทำให้เกิดภาวะต่อมลูกหมากโต (benign prostatic hyperplasia) ในผู้ชาย และยังทำให้ผู้ชายมีผมบาง ยากิน finasteride จึงใช้รักษาโรคต่อมลูกหมากโตโดยใช้ขนาดยาวันละ 5 มิลิกรัม ส่วนขนาดที่รักษาผมบางแบบผู้ชายือวันละ 1 มิลลิกรัม ยากินตัวนี้ให้ใช้ในผู้ชายเท่านั้น ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์เด็กขาด เพราะจะทำให้ลูกที่เกิดมามีความผิดปกติโดยทารกเพศชายที่เกิดมาอาจมีอวัยวะเพศกำกวม (ambinuous genitalia)


ที่มา นิตยสาร HealthToday

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

หัวล้าน! ปัญหาของผู้ชาย 1/3

การรักษา "ง่ามเทโพ" ???

หลายคนคงมีปัญหาผมร่วงกัน และเริ่มกันกังวลกลัวหัวล้าน เราลองมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันดูนะคะ ผมบางชนิด androgenetic alopecia คือมีทั้งส่วนของฮอร์โมนเพศชาย (androgen) และพันธุกรรม (genetic) ทำให้เกิดผมบางแบบนี้ ที่คุณยายเรียกว่า "ง่ามเทโพ" นั้นคงไม่ผิด สังเกตุได้ว่าผมบางในผู้ชายนั้นมักถ่ายทอดทางบรรพบุรษฝั่งแม่มากกว่าครับ

คนไทยมีผมบางแบบนี้มานานแล้ว คนโบราณได้จำแนกหัวล้านในผู้ชายออกเป็น 7 ชนิด ดังนี้

1. ทุ่งหมาหลง คือหัวล้านอย่างมาก ถ้าเป็นทุ่งก็มองไปจรดขอบฟ้าได้ทุกทิศไม่มีที่หมายให้รู้ ถ้าเอาสุนัขไปหล่อยก็ต้องหลงทางหาทางกลับไม่ได้

2. ดงช้างข้าม คือหัวล้านเป็นทางจากหน้าผากไปถึงท้ายทอย เปรียบเป็นทางเดินของช้าง จะกว้างมากน้อยเท่าไรก็ได้แต่จะไม่ตกขอบ คือช้างยังมองเห็นแนวป่าอยู่สองข้างทาง หากไม่เห็นแนวป่าจะเข้าแบบทุ่งหมาหลง

3. ง่ามเทโพ คือล้านเถิกเข้าไปสองข้าขมับ มีผมอยู่ตรงกลางเหนือกระหม่อมไปจนถึงด้านหลัง ดูแล้วลักษณะคล้ายครีบหางของปลาเทโพ

4. ชะโดตีแปลง คือล้านที่เป็นวงกลมกลางศรีษะ มีผมโดยรอบทั้งซ้ายกลางหน้าหลัง เหมือนปลาชะโดตีแปลง จนน้ำกระเซ็นออกไปรอบทิศ

5. แร้งกระพือปีก คือล้านเถิกเข้าไปสองข้างขมับ ลึกเข้าไปโอบกระหม่อมไปต่อกับด้านหลัง เหลือกระจุกผมอยู่เพียงด้านหน้าเหมือนโดนปีกมากระพือรวมไว้

6. ฉีกหางฟาด ล้านแบบนี้หมายความว่าล้านไม่เลื่อมคือยังมีผมบางๆ อุปมาเหมือนฉีกหางปลาหรือวัวฟาดลงไปจะเห็นเป็นเส้นแนวอยู่ ส่วนที่เป็นเวิ้งผมอาจมีขอบรูปหางไปจนจรดท้ายทอยก็ได้

7. ราชคลึงเครา หมายความว่า พระราชาลูบเครานั่นเอง ล้านแบบนี้หมายถึงล้านแบบต่างๆที่กล่าวมา แต่จะมีหนวดและเคราดกเกินธรรมดาและมักมีขนหน้าอกเพิ่มขี้นด้วย ตัวละครที่มีลัษณะล้านอย่างนี้คือ "ขุนช้าง" ซึ่งมีคำบรรยายว่า "หัวล้าน อกขน แต่เกิดมา"



ที่มา นิตยสาร HealthToday

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

หายปวดเพราะยาแก้ปวดอย่าเพิ่งคิดว่าหายขาด 2/2

เมื่อต้นเหตุยังไม่ได้แก้ ครึ่งวันหรือหนึ่งวันผ่านไปยาหมดฤทธิ์แล้วึงไม่แปลกเลยทีท่านจะกลับมาปวดกันอีก แถมอาจจะแย่กว่าเดิมเพราะระหว่างที่ลืมไปว่าหลังมีปัญหา (เพราะไม่ปวดเตือน เราอาจจะไปทำอะไรที่หักโหมกว่าเดิมเสียด้วย หลักการนี้ใช้ได้กับการปวดในบริเวณกล้ามเนื้ออื่นๆ เช่น คอ บ่า ไหล่ (อันนี้พวกใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือพวกเกษตรกรและเด็กเสิร์ฟ) ข้อศอก เอว สะโพก หรือปวดเมื่อย ต้นขา หน้าแข้ง หรือฝ่าเท้า (เช่น ผู้ที่ไปช้อปช่วยชาติ เดินไม่หยุดเช้ายันเย็น) อาการแบบนี้กินยาแก้ปวดหรือคลายกล้ามเนื้อก็ทุเลาไป แต่อย่าสงสัยว่าทำไมไม่เคยหายถ้าท่านยังไม่หยุดทำงานหน้าคอมหรือหยุดเดินมากๆก็เป็นเพราะต้นเหตุยังไม่ได้แก้นั่นเองครับ ปวดบ้างกินยาบ้างไปเรื่อยๆก็คงไม่หายขาดสักที


ที่นี้ก็มีคนแย้งมาว่า ก็ชีวิตมันต้องทำอย่างนี้ทั้งวันนี่นา ไม่ทำก็ไม่มีกินสิ จะให้พักอยู่เฉยๆก็จนตาย หรือในรายที่รวยแล้วพร้อมจะพักเฉยๆ แต่ก็กลัวเบื่อ เช่น ปวดหลัง หมอให้มานอนพักก็เข้าใจว่าต้องนอนนิ่งๆ ซึ่งก็ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เพราะนอนนิ่งๆ อาจยิ่งปวดหลังก็ได้ การพักหมายถึงไม่เอาร่างกายไปอยู่ท่าหนึ่งท่าใด เป็นเวลานานๆ เช่น นอนเล่นโน้ตบุ๊คบนที่นอนซึ่งเพลินมา แต่จะเงยคออยู่ตลอดเวลาหรือนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ก็ควรลุกมาเปลี่ยอิริยาบถ ขยับตัว คลายกล้ามเนื้อ ไปจิบชาบ้างอะไรบ้าง และไม่ใช้งานหนักกับกล้ามเนื้อบริเวณที่ "เคย" ปวดแต่เพิ่งหายปวด เมื่อกินยาแก้ปวดไป เช่น ปวดข้อศอกและข้อมือ ก็ควรเอามืออีกข้างที่ไม่ปวดถือของแทนก่อนนะครับ (ถ้าชิ้นใหญควรตามอีกคนมาช่วยยกคนข้าง) แต่ก็ต้องระวังไม่เผลอใช้อีกข้างหนักเกินไปอีกเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็จะปวดย้ายข้าง เมื่อปวดแขนขวา ใช้แขนซ้ายยกของหนักก็เลยมาปวดแขนซ้ายเดี้ยงไปทั้งสองด้าน

เพราะเมื่อมนุษย์เราเอาอาการปวดที่เป็นเครื่องมือเตือนเราออกไปแล้วเสียด้วยยาแก้ปวด เราก็ไม่เหลืออะไรเตือนตัวเราว่าร่างกายมีปัญหา นอกเสียจากสติของเราที่จะเตือนตัวเองให้ดูแลสุขภาพครับ


ที่มา นิตยสาร HealthToday

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

หายปวดเพราะยาแก้ปวดอย่าเพิ่งคิดว่าหายขาด 1/2

หมอขอฟันธงเลยว่าคนเราต้องเคยมีอาการปวดโน่นปวดนี่ตามตัวบ้างแน่ๆ และเมื่อปวดๆเมื่อยๆก็หายาแก้ปวดรับประทานกันไป ทุกบ้านก็คงมียาแก้ปวดติดบ้าน ตามโรงงานก็มีพาราเซตามอลติดไว้เป็นกระปุกใหญ่ (รวมๆกันปีหนึ่งคงใช้เป็นกระสอบ) เผื่อให้คนงานที่ปวดๆเมื่อยๆใช้ พี่น้อยผู้ใช้แรงงานก็อาจยังซื้อยาลดไข้บรรเทาปวดแบบซองๆที่แสนคลาสสิกมาฉีกกรอกปากพร้อมน้ำเกือบทุกวี่ทุกวัน (ซึ่งเสี่ยงมากเพราะผลข้างเคียงอาจถึงขี้นกระเพาะทะลุถ้าใช้ประจำ) แล้วก็จะมีคนไข้หรือคนใกล้ตัวมาบ่นบ่อยๆว่ารำคาญจังกับการกินยา รู้สึกเหมือนชีวิตต้องกลายเป็นทาสของยา กินยาแก้ปวดแล้วก็หายปวดดีอยู่หรอก แต่วันต่อมาก็ปวดอีกต้องกินยาไปทุกวัน ราวกับยาเสพติดอะไรบ้าง อารมณ์ที่ตามมาคือเซ็งๆเบื่อๆเมื่อไรจะหายหนอ หลายๆครั้งก็กลายเป็นปวดเรื้อรังไป โรคปวดเมื่อยดูเหมือนโรคเล็กแต่ก็อาจเป็นปัจจัยรบกวนชีวิตอันดับหนึ่ง


ที่จริงแล้วอาการปวดในตัวมันเองยังไม่ใช่ปัญหานะครับ แต่อาการปวดเป็นเพียง "ตัวฟ้องปัญหา" บอกเราว่าอะไรส่วนไหนในตัวเรามีปัญหา เช่นปวดหลัง ก็อาจมีปัญหาตั้งแต่เรื่องกล้ามเนื้อบริเวณหลังเล็กๆน้อยๆ เช่น นั่งนานไป ก้มมากไป ใช้กล้ามเนื้อหลังเยอะไป (จินตนาการดูนะครับว่ากิจกรรมใดต้องขยับหน้า-หลังเยอะ) ไปถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน กระดูกสันหลังมีปัญหา ฯลฯ การรับประทานยาแก้ปวดโดยกลไกนั้นแค่ไปหยุดการส่งสัญญาณอาการปวดของระบบประสาท ไม่ได้มีผลต่อสาเหตุที่ทำให้ร่างกายต้องบอกเราว่าปวดแต่อย่างใด อาจจะดีที่เวลารับประทานยาไปแล้วหายปวด พอหายปวดหลายๆท่านก็จะลืมว่าที่หลังเราขณะนี้มีปัญหาอะไร ซึ่งถ้าเป็นเรื่องเคล็ดขัดยอกเล็กน้อย อยู่ๆไปก็ดีขี้นเอง แต่ถ้ามากกว่านี้ เช่น กล้ามเนื้อหลังมีปัญหาอยู่แต่ไม่ปวด เราก็อาจจะยังใช้งานมันโดยไม่ได้พัก ไม่ได้ดูแลสุขภาพ ไม่ได้ให้โอกาศเขาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ



ที่มา นิตยสาร HealthToday