วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

หายปวดเพราะยาแก้ปวดอย่าเพิ่งคิดว่าหายขาด 1/2

หมอขอฟันธงเลยว่าคนเราต้องเคยมีอาการปวดโน่นปวดนี่ตามตัวบ้างแน่ๆ และเมื่อปวดๆเมื่อยๆก็หายาแก้ปวดรับประทานกันไป ทุกบ้านก็คงมียาแก้ปวดติดบ้าน ตามโรงงานก็มีพาราเซตามอลติดไว้เป็นกระปุกใหญ่ (รวมๆกันปีหนึ่งคงใช้เป็นกระสอบ) เผื่อให้คนงานที่ปวดๆเมื่อยๆใช้ พี่น้อยผู้ใช้แรงงานก็อาจยังซื้อยาลดไข้บรรเทาปวดแบบซองๆที่แสนคลาสสิกมาฉีกกรอกปากพร้อมน้ำเกือบทุกวี่ทุกวัน (ซึ่งเสี่ยงมากเพราะผลข้างเคียงอาจถึงขี้นกระเพาะทะลุถ้าใช้ประจำ) แล้วก็จะมีคนไข้หรือคนใกล้ตัวมาบ่นบ่อยๆว่ารำคาญจังกับการกินยา รู้สึกเหมือนชีวิตต้องกลายเป็นทาสของยา กินยาแก้ปวดแล้วก็หายปวดดีอยู่หรอก แต่วันต่อมาก็ปวดอีกต้องกินยาไปทุกวัน ราวกับยาเสพติดอะไรบ้าง อารมณ์ที่ตามมาคือเซ็งๆเบื่อๆเมื่อไรจะหายหนอ หลายๆครั้งก็กลายเป็นปวดเรื้อรังไป โรคปวดเมื่อยดูเหมือนโรคเล็กแต่ก็อาจเป็นปัจจัยรบกวนชีวิตอันดับหนึ่ง


ที่จริงแล้วอาการปวดในตัวมันเองยังไม่ใช่ปัญหานะครับ แต่อาการปวดเป็นเพียง "ตัวฟ้องปัญหา" บอกเราว่าอะไรส่วนไหนในตัวเรามีปัญหา เช่นปวดหลัง ก็อาจมีปัญหาตั้งแต่เรื่องกล้ามเนื้อบริเวณหลังเล็กๆน้อยๆ เช่น นั่งนานไป ก้มมากไป ใช้กล้ามเนื้อหลังเยอะไป (จินตนาการดูนะครับว่ากิจกรรมใดต้องขยับหน้า-หลังเยอะ) ไปถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน กระดูกสันหลังมีปัญหา ฯลฯ การรับประทานยาแก้ปวดโดยกลไกนั้นแค่ไปหยุดการส่งสัญญาณอาการปวดของระบบประสาท ไม่ได้มีผลต่อสาเหตุที่ทำให้ร่างกายต้องบอกเราว่าปวดแต่อย่างใด อาจจะดีที่เวลารับประทานยาไปแล้วหายปวด พอหายปวดหลายๆท่านก็จะลืมว่าที่หลังเราขณะนี้มีปัญหาอะไร ซึ่งถ้าเป็นเรื่องเคล็ดขัดยอกเล็กน้อย อยู่ๆไปก็ดีขี้นเอง แต่ถ้ามากกว่านี้ เช่น กล้ามเนื้อหลังมีปัญหาอยู่แต่ไม่ปวด เราก็อาจจะยังใช้งานมันโดยไม่ได้พัก ไม่ได้ดูแลสุขภาพ ไม่ได้ให้โอกาศเขาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ



ที่มา นิตยสาร HealthToday

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น