2. การรักษาอุจจาระร่วงโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ
โรคอุจจาระร่วงส่วนใหญ่หายได้เอง เพราะเชื้อโรคหรือสารพิษที่เป็นสาเหตุถูกขับออกมากับอุจจาระที่ถ่ายในแต่ละครั้ง ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อจึงใช้ในรายที่มีสาเหตุจากเชื้ออหิวาห์และเชื้อบิด ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูง ซึ่งควรได้รับการตรวจร่างกายก่อน ยาปฏิชีวนะที่ใช้ เช่น นอร์ฟลอกซาซิน (norfloxacin)
3. การใช้ยาต้านอุจจาระร่วง แบ่งย่อยได้ 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก เป็นยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น โลเพอราไมด (loperamide) ยาจะช่วยลดปริมาณและความถื่ในการถ่ายอุจจาระ ใช้ได้ระยะสั้นๆในผู้ใหญในกรณีจำเป็นต้องมีการเดินทางไกล และไม่ควรรับประทานเกิน 1-2 เม็ดต่อวัน เนื่องจากทำให้ท้องอืด ปวดมวนท้อง แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กและผู้ที่มีอุจจาระเป็นมูกเลือด มีไข้สูง เพราะยาทำให้ลำไส้เคลือนไหวได้น้อยลง เกิดเชื้อโรคตกค้างในลำไส้ทำให้อาการรุนแรงมากขี้น
กลุ่มที่สอง เป็นยาออกฤทธิ์ดูดซับสารพิศ เช่น คาโอลิน (kaolin) เพคติน (pectin) ผลคาร์บอน (activated charcoal) สเมคไทด (dioctaheral smectite) ใช้เพื่อดูดซับเชื้อโรคและสารพิษต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของอุจจาระร่วง ควรใช้ยากลุ่มนี้ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการจึงจะได้ผลดี ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขี้น แต่ได้ได้ช่วยลดปริมาณอุจจาระ ผู้ป่วยยังคงต้องดื่มสารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส ร่วมด้วย
กลุ่มที่สาม คือ โพรไบโอติก เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus acidophilus) เปลี่ยนแปลงความเป็นกรดด่างในลำไส้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และช่วยให้ลำไส้พื้นตัวดีขี้น แต่ยาออกฤทธิ์ช้า จึงไม่ค่อยนิยมใช้ในโรคอุจจาระร่วงแบบเฉียบพลันที่หายได้เองในเวลาอันสั้น
คำแนะนำ
จะเห็นได้ว่าหลักสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงคือ การทดแทนน้ำและเกลือแร่ให้แก่ร่างกายเพือป้องกันและรัษาภาวะขาดน้ำซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ทางที่ดีกว่าคือการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งทำได้ง่ายๆ เช่น ล้างมือทุกครั้งก่อนปรุงอาการหรือรับประทานอาหารและก่อนออกจากห้องน้ำ ดื่มน้ำและกินอาหารที่สะอาดปรุงสุก กำจัดขญะมูลฝอยในบ้านที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค และล้างภาชนะใส่อาหารให้สะอาด
ที่มา นิตยสาร HealthToday
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น