เมื่อต้นเหตุยังไม่ได้แก้ ครึ่งวันหรือหนึ่งวันผ่านไปยาหมดฤทธิ์แล้วึงไม่แปลกเลยทีท่านจะกลับมาปวดกันอีก แถมอาจจะแย่กว่าเดิมเพราะระหว่างที่ลืมไปว่าหลังมีปัญหา (เพราะไม่ปวดเตือน เราอาจจะไปทำอะไรที่หักโหมกว่าเดิมเสียด้วย หลักการนี้ใช้ได้กับการปวดในบริเวณกล้ามเนื้ออื่นๆ เช่น คอ บ่า ไหล่ (อันนี้พวกใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือพวกเกษตรกรและเด็กเสิร์ฟ) ข้อศอก เอว สะโพก หรือปวดเมื่อย ต้นขา หน้าแข้ง หรือฝ่าเท้า (เช่น ผู้ที่ไปช้อปช่วยชาติ เดินไม่หยุดเช้ายันเย็น) อาการแบบนี้กินยาแก้ปวดหรือคลายกล้ามเนื้อก็ทุเลาไป แต่อย่าสงสัยว่าทำไมไม่เคยหายถ้าท่านยังไม่หยุดทำงานหน้าคอมหรือหยุดเดินมากๆก็เป็นเพราะต้นเหตุยังไม่ได้แก้นั่นเองครับ ปวดบ้างกินยาบ้างไปเรื่อยๆก็คงไม่หายขาดสักที
ที่นี้ก็มีคนแย้งมาว่า ก็ชีวิตมันต้องทำอย่างนี้ทั้งวันนี่นา ไม่ทำก็ไม่มีกินสิ จะให้พักอยู่เฉยๆก็จนตาย หรือในรายที่รวยแล้วพร้อมจะพักเฉยๆ แต่ก็กลัวเบื่อ เช่น ปวดหลัง หมอให้มานอนพักก็เข้าใจว่าต้องนอนนิ่งๆ ซึ่งก็ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เพราะนอนนิ่งๆ อาจยิ่งปวดหลังก็ได้ การพักหมายถึงไม่เอาร่างกายไปอยู่ท่าหนึ่งท่าใด เป็นเวลานานๆ เช่น นอนเล่นโน้ตบุ๊คบนที่นอนซึ่งเพลินมา แต่จะเงยคออยู่ตลอดเวลาหรือนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ก็ควรลุกมาเปลี่ยอิริยาบถ ขยับตัว คลายกล้ามเนื้อ ไปจิบชาบ้างอะไรบ้าง และไม่ใช้งานหนักกับกล้ามเนื้อบริเวณที่ "เคย" ปวดแต่เพิ่งหายปวด เมื่อกินยาแก้ปวดไป เช่น ปวดข้อศอกและข้อมือ ก็ควรเอามืออีกข้างที่ไม่ปวดถือของแทนก่อนนะครับ (ถ้าชิ้นใหญควรตามอีกคนมาช่วยยกคนข้าง) แต่ก็ต้องระวังไม่เผลอใช้อีกข้างหนักเกินไปอีกเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็จะปวดย้ายข้าง เมื่อปวดแขนขวา ใช้แขนซ้ายยกของหนักก็เลยมาปวดแขนซ้ายเดี้ยงไปทั้งสองด้าน
เพราะเมื่อมนุษย์เราเอาอาการปวดที่เป็นเครื่องมือเตือนเราออกไปแล้วเสียด้วยยาแก้ปวด เราก็ไม่เหลืออะไรเตือนตัวเราว่าร่างกายมีปัญหา นอกเสียจากสติของเราที่จะเตือนตัวเองให้ดูแลสุขภาพครับ
ที่มา นิตยสาร HealthToday
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น